กองทุน มะอาริฟ

“เป็นกองทุนอิสลามเพื่อการกุศล ที่มุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตพี่น้องมุสลิม”

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552

นโยบายกองทุนมะอาริฟ (4 ส)

ส ส่งเสริมด้านการศึกษา
ส สนับสนุนคนดีมีคุณธรรม
ส สานสัจธรรมอิสลาม
ส สู่สังคมอุดมคติ
“ มุ่งเน้นให้พี่น้องมุสลิมพึงตระหนักหน้าที่ต่อสังคม ด้วยการพัฒนาศักยภาพด้านการศึกษาและสนับสนุนคุณภาพชีวิตของพี่น้องมุสลิมให้ดีขึ้น"

พันธกิจกองทุนมะอาริฟ

1. บริหารจัดการซะกาต วะกัฟ และเงินบริจาคด้วยระบบอิสลาม
2. พัฒนาระบบการจัดการให้มีศักยภาพในการเป็นกองทุนเพื่อการกุศล
3. มุ่งมั่นเสริมความแข็งแกร่งและบูรณาการควบคู่กับการให้ความสนับสนุนการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องมุสลิม

วิสัยทัศน์

“เป็นกองทุนอิสลามเพื่อการกุศล ที่มุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตพี่น้องมุสลิม”

ความเป็นมาของกองทุนมะอาริฟ

จากการที่ได้สำผัสกับชีวิตความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน พบว่าในสังคมมุสลิมของเราจำเป็นต้องมีองค์กรการกุศลอีกหลายๆองค์กรเพื่อเข้าไปมีบทบาทช่วยเหลือและสนองความต้องการของพี่น้องมุสลิม ทั้งด้านการศึกษา และเศรษฐกิจ
ปัจจุบันมีนายทุนหน้าเลือดมาในคราบนักบุญ ด้วยการปล่อยสินเชื่อ รับจำนำ ดอกเบี้ยแพง ๆ ซึ่งทำให้คนในสังคมมีสถานะการเงินแย่ลงเรื่อยๆ ขัดกับเจตนารมณ์อิสลามอันสูงส่งที่ต้องการสร้างสังคมที่สมานฉันท์เต็มไปด้วยรอยยิ้มและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยมิได้หวังสิ่งอื่นใด
สำหรับรายได้หลักของกองทุน มะอาริฟ มาจากซะกาต วะกัพและเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา โดยที่นโยบายของกองทุนฯ จะเน้นการให้ทุนการศึกษา การให้ยืมปราศจากกำไรและรับจำนำ เป็นต้น
กองทุน มะอาริฟ ตั้งเป้าปี 2552 นี้ จะเพิ่มทุนการศึกษา เน้นการให้ยืมปราศจากกำไรและรับจำนำแบบอิสลาม

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

การนอนตามสุนนะฺนบี


นบีมุฮำหมัด เป็นศาสนฑูต ที่นำคำสอนต่างๆ ให้มุสลิมกระทำตาม รวมถึงท่านเป็นแบบอย่าง(Model) ที่ทุกคนต้องทำตามด้วย ซึ่งในบางครั้งเราทำตามท่านเพราะเรารักท่าน และเป็นคำบัญญัติที่ต้องทำตามท่าน โดยไม่รู้ว่าดีอย่างไร อย่างเช่น ท่านอน ท่านจะนอน ตะแคงขวา และท่านได้สอนว่า ..

قَالَ النَّبِيُّ ‏ ‏صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ‏ ‏إِذَا أَتَيْتَ مَضْجَعَكَ فَتَوَضَّأْ وُضُوءَكَ لِلصَّلَاةِ ثُمَّ اضْطَجِعْ عَلَى شِقِّكَ الْأَيْمَنِ

ความว่า : เมื่อเจ้าเข้าไปนอนจงอาบน้ำละหมาดเพื่อละหมากแล้วเอียงนอนตะแคงขวา

วงการแพทย์สมัยใหม่ก็ยอมรับและสนับสนุนให้นอนตะแคงขวา


นพ.ชนินทร์ ลีวานันท์ ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า การพักผ่อนที่ดีที่สุดคือ การนอนหลับ มนุษย์ใช้เวลาเพื่อนอนหลับถึง 1ใน 3 ของอายุขัย ขณะนอนหลับท่านอนเป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งผลให้ผู้นอนหลับสนิทตลอดคืน และตื่นนอนด้วยความสดชื่น ไม่รู้สึกปวดเมื่อย ซึ่งโดยปกติคนทั่วไปคนเรานิยมนอนหงาย เพราะเป็นท่านอนมาตรฐาน การนอนหงายที่เหมาะสมนั้น ควรใช้หมอนต่ำและต้นคอควรอยู่ในแนวเดียวกันกับลำตัว เพื่อไม่ให้ปวดคอ อย่างไรก็ตาม ท่านอนหงายไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคปอดและโรคหัวใจ เพราะกล้ามเนื้อกระบังลมจะกดทับปอดทำให้หายใจไม่สะดวก ส่งผลทำให้การทำงานของหัวใจลำบากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ผู้มีอาการปวดหลังการนอนหงายในท่าราบจะทำให้อาการปวดรุนแรงขึ้นด้วย

นพ.ชนินทร์ กล่าวว่า สำหรับท่านอนที่ดีที่สุด เมื่อเทียบกับท่านอนอื่น ๆ คือ ท่านอนตะแคงขวา เพราะจะช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก และอาหารจากกระเพาะจะถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ส่วนท่านอนตะแคงซ้ายซึ่งจะช่วยลดอาการปวดหลังได้ แต่ควรกอดหมอนข้าง และพาดขาไว้เพื่อป้องกันอาการชาที่ขาซ้ายจากการนอนทับเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม ท่านอนตะแคงซ้ายอาจทำให้เกิดลมจุกเสียดบริเวณลิ้นปี่ เนื่องจากอาหารที่ยังย่อยไม่หมดในช่วงก่อนเข้านอนคั่งค้างในกระเพาะอาหาร ส่วนท่านอนคว่ำเป็นท่าที่ทำให้หายใจติดขัด ทั้งยังทำให้ปวดต้นคอ เพราะต้องเงยหน้ามาทางด้านหลังหรือบิดหมุนไปข้างใดข้างหนึ่งเป็นเวลานาน ดังนั้น ถ้าจำเป็นต้องนอนคว่ำจึงควรใช้หมอนรองใต้ทรวงอก เพื่อป้องกันอาการปวดเมื่อยต้นคอ.[1]

ท่านนบี ไม่ได้เป็นแพทย์ แต่ท่านแนะนำในสิ่งที่ถูก ฉะนั้นท่านคือศาสดาที่แท้จริง และความรู้ที่ท่านสอนก็คือความจริงที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์
คัดลอกจาก Ibm ครูปอเนาะ ڬوروفوندق http://gotoknow.org/blog/ibm401/71169

ความสำคัญของเยาวชนมุสลิม

ความสำคัญของเยาวชนกับอิสลาม

ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ให้ความสำคัญ เอาใจใส่ต่อเยาวชนมาก ไม่ว่าจะในด้านการอบรมเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน ปกปักรักษา เพื่อพวกเขาจะได้เป็นผู้ที่สืบทอดอุดมการณ์ของอิสลาม และปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาต่อประชาชาติของพวกเรา และเพื่อพวกเขาจะได้สานต่อกิจการงานที่บรรพบุรุษของพวกเขาได้มอบหมายก่อนที่จะจากไป
ดังนั้นหน้าที่ของเยาวชนต่อสังคมของมนุษน์นั้นมีความสำคัญมาก ในยามที่สงบ พวกเขาก็จะเป็นพลเมืองที่ใช้แรงงานอย่างขยันขันแข็งและอดทน แต่เมื่อยามสงคราม พวกเขาจะเสียสละทั้งเลือดเนื้อและชีวิต ที่จะสู้รบกับศัตรูอย่างกล้าหาญและจริงจัง พร้อมที่จะแบกรับภาระต่างๆ อันหนักอึ้งไว้บนบ่าอันแข็งแกร่ง พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือในการวางกฎระเบียบของสังคม และพร้อมที่จะระดมความคิดอันเฉียบแหลมที่จะสร้างสรรค์ความเจริญ ให้แก่สังคมทั้งด้านคุณธรรม จริยธรรมและการพัฒนาสังคม
ในอดีตกาลเยาวชนมุสลิม เคยมีบทบาทมากต่อศาสนาและสังคมมุสลิม มีความอดทนและกล้าหาญ ที่ยืนหยัดและมั่นคงต่อหลักการของศาสนาอิสลาม ดังตัวอย่างของท่านนบีอิบรอฮีม ท่านได้ใช้ความคิด สติปัญญา ในการศรัทธาทั้งๆที่ท่านยังเยาว์วัย ท่านปฏิเสธที่จะกราบไหว้รูปปั้น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดวงดาวต่างๆ และสรรพสิ่งทั้งปวง นอกจากอัลลอฮ์องค์เดียวเท่านั้น . ท่านนบียุซุฟที่จะต้องอดทนต่อการรังแกของบรรดาพี่ๆของท่าน ที่นำท่านไปทิ้งไว้ในบ่อ จนมีคนมาพบเห็น และนำไปขายต่อที่ประเทศอียิบต์ และยังจะต้องอดทนต่อการยั่วยวนของหญิงนางหนึ่ง จนในที่สุดท่านก็ได้เลือกที่จะอยู่ในคุก ดีกว่าที่จะยอมตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของนางผู้นั้น . และท่นนบีมูฮำหมัดของเราเอง เมื่อตอนที่ท่านยังเยาว์วัย ท่านก็กำพร้าทั้งบิดามารดา ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของลุงและปู่ของท่าน ท่านเป็นคนที่ขยันทำงาน และมีความซื่อสัตย์ ท่านเคยเป็นหัวหน้ากองคาราวาน เป็นผู้นำสินค้าไปค้าขาย ณ ประเทศซีเรีย ท่านเป็นที่รักของบุคคลที่มาติดต่อซื้อขายด้วย ในที่สุดท่านก็ได้รับสมญานามว่า “ อัลอามีน ” ซึ่งแปลว่าผู้ที่มีความซื่อสัตย์.ส่วนท่านอาลีบินอาบีตอลิบ ท่านเป็นคนแรกในบรรดาเด็กๆด้วยกันที่ศรัทธาในอิสลาม ท่านไม่เกรงกลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ตัวท่าน ท่านมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ยืนหยัดต่อหลักการและอุดมการณ์ ท่านได้สละชีวิตของท่าน เพื่อที่จะปกป้องท่านรอซูลุลลอฮ์และอัลอิสลาม. ในคืนที่ท่านรอซูลุลลอฮ์อพยพไปเมืองมาดีนะฮ์ ท่านได้สละตัวท่านไปนอนแทนที่ท่านรอซูลุลลอฮ์ เพื่อที่จะอำพรางสายตาของพวกกาเฟร ให้พวกนั้นหลงคิดว่าท่านรอซูลุลลอฮ์ยังคงนอนอยู่บนที่นอน ท่านอุซามะฮ์บินเซด เคยเป็นแม่ทัพนำทหารมุสลิม ไปทำการสู้รบกับพวกโรม อย่างอาจหาญและอดทน ซึ่งในขณะนั้นท่านมีอายุแค่ 18 ปีเท่านั้น
และยังมีอีกหลายๆท่านที่เป็นตัวอย่างที่ดีของเยาวชนมุสลิม สมควรอย่างยิ่งที่จะเรียนรู้และนำมาเป็นแบบอย่างให้แก่เยาวชนมุสลิมในปัจจุบัน ได้เป็นอย่างดี
พี่น้องที่รักทั้งหลาย เมื่อเราลองหันกลับมามองดูเยาวชนมุสลิมในปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่า พวกเขาได้ห่างเหินออกจากแนวทางของศาสนาอิสลาม การดำเนินชีวิตของพวกเขาก็ไม่ได้เป็นไปตามแนวปฏิบัติของท่านรอซูลุลลอฮ์ ( ซ.ล. ) กิจวัตรประจำวันของพวกเขา ก็หมกมุ่นอยู่กับวัตถุนิยม ถูกมอมเมาด้วยวัฒนธรรมตะวันตกเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยไม่ได้คำนึงว่าสิ่งที่เขาได้ปฏิบัติอยู่นั้น มันขัดต่อหลักการของอิสลาม หรือไม่ จะเห็นว่าวัยรุ่นทั้งชายและหญิง มีการจับมือถือแขน เที่ยวเตร่ในยามค่ำคืน โดยปราศจากการควบคุมดูแลของพ่อแม่ผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มหรือเครื่องแต่งกาย ก็ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติที่ศาสนากำหนดไว้ มีการโอ้อวดสรีระบางส่วนของร่างกาย ตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของตน
เมื่อหันมามองพวกหนุ่มๆจะเห็นว่าพวกเขาเหล่านั้น มัวแต่ใช้เวลาหมดไปกับการกีฬา บันเทิง และยาเสพติด โดยไม่คำนึงถึงอนาคตว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ไม่ค่อยจะเชื่อฟังคำสั่งสอนของบิดามารดา และครูอาจารย์ ไม่รู้จักหน้าที่ของตนเองและสังคม การประกอบศาสนกิจนั้นก็เพิกเฉย ละเลยให้ปล่อยไปตามอารมณ์ที่ต้องการ นึกอยากจะเลียนแบบก็เลียนแบบ โดยไม่ได้ศึกษาให้ถ่องแท้ ว่าอย่างใดที่ถูกต้องอย่างใดที่ไม่ถูกต้องกับหลกคำสอนของศาสนา บางครั้งก็ละทิ้งหรือไม่ก็ไม่ปฏิบัติเลย คือไม่เอาจริงเอาจังนั่นเอง
พวกเราทุกคนลองคิดและไตร่ตรองดูว่า ลูกหลานเยาวชนของเรา เมื่อมีสถาพเช่นนี้อีกไม่กี่ปีข้างหน้า อิสลามก็จะหมดไปจากหัวใจของพวกเขา ในที่สุดก็ไม่ต่างอะไรจากศาสนิกอื่น เพราะฉะนั้นขอให้พี่น้องผู้ศรัทธาในอัลลอฮ์ (ซ.บ. ) ทุกท่าน จงช่วยกันอบรมและสั่งสอนบุตรหลานของท่าน ให้พ้นจากปากเหวนรกที่จะเผาไหม้ร่างกายของเราในไฟนรก ดั่งที่เอกองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.)ได้ตรัสเอาไว้ว่า

ความว่า : โอ่ศรัทธาชนทั้งหลาย สูเจ้าจงปกป้องรักษาตัวของสูเจ้า และลูกหลานของสูเจ้าให้พ้นจากไฟนรกเทอญ (อัตตะห์รีม โองการที่ 6)
ดังนั้น การที่เราจะปกป้องลูกหลานให้พ้นจากไฟนรกนั้น มันเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะคอยดูแล เอาใจใส่บุตรหลานให้ได้รับการศึกษาเล่าเรียนและปฏิบัติตนให้อยู่ในหนทางของศาสนา และยังเป็นหน้าที่ของสังคมมุสลิมที่จะคอยดูแล ชี้แนะแนวทางที่ถูกต้อง ช่วยกันเสียสละและเอาใจใส่เยาวชนมุสลิมห้เป็นแบบอย่างที่ดี และเป็นที่ยกย่องของคนในสังคมตลอดไป
คัดลอกจาก http://www.santitham.org/forum/index.php?topic=104.0

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2552

การวะกัฟในอิสลาม

การวะกัฟ
การวะกัฟในอิสลาม การวะกัฟ คือ การจำกัดกรอบตัวทรัพย์(แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง)และอุทิศผลประโยชน์ของมันให้โดยหวังผลบุญจากอัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่และเกรียงไกร.


วิทยปัญญาในการบัญญัติการวะกัฟ
คนที่อัลลอฮฺได้ให้ความสะดวกสบายจากบรรดาคนที่ร่ำรวยหรือมีฐานะ อาจต้องการสะสมความดีต่างๆและทำบุญให้มาก พวกเขาก็สามารถนำเอาทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่เป็นวัตถุที่คงทนถาวรและประโยชน์ของมันยืดยาวมาทำการวะกัฟ เพราะเกรงว่าหลังจากที่ตายไปแล้วมันจะตกไปอยู่กับผู้ที่ไม่ดูแลและรักษามันให้ดี ด้วยเหตุนี้อัลลอฮฺจึงบัญญัติการวะกัฟ.

หุก่มของการวะกัฟ
การวะกัฟถือเป็นสิ่งที่สุนัต และเป็นการบริจาคทานที่ดีที่สุดซึ่งอัลลอฮฺได้ให้การสนับสนุน และถือเป็นการงานที่สร้างความใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ การงานที่ดี และกุศลกรรมที่สูงส่งที่สุด มีประโยชน์มากมายมหาศาลและครอบคลุมทั่วถึง เป็นการทำความดีที่มีความต่อเนื่องอย่างไม่ขาดสายแม้หลังจากที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว.
รายงานจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ กล่าวว่า:
«إذَا مَاتَ الإنْسَانُ انْقَطَعَ عَنْـهُ عَمَلُـهُ إلَّا مِنْ ثَلاثَةٍ إلَّا مِنْ صَدَقَةٍ جَارِيَةٍ، أَوْ عِلْـمٍ يُنْتَفَعُ بِـهِ، أَوْ وَلَدٍ صَالِـحٍ يَدْعُو لَـهُ». أخرجه مسلم.
ความว่า "เมื่อมนุษย์ได้เสียชีวิต การงานต่างๆ ของเขาก็จะตัดขาด(สิ้นสุดลง) ยกเว้นจากสามสิ่ง(ที่จะไม่ขาด) คือจากการบริจาคทานที่คงถาวร ความรู้ที่ให้ประโยชน์ และจากลูกที่ศอลิหฺ(ที่ดี)ที่คอยขอพรให้แก่เขา" [บันทึกโดยมุสลิม หมายเลข 1631]

เงื่อนไขที่จะทำให้การวะกัฟถูกต้องเป็นผล
1. สิ่งที่วะกัฟต้องเป็นทรัพย์สินที่เป็นวัตถุที่รู้แน่นอน สามรถใช้ประโยชน์ได้พร้อมกับคงรูปโดยไม่หมดสิ้นไป
2. การวะกัฟต้องเป็นไปในหนทางที่ดี เช่น มัสญิด สะพานหรือเขื่อน ญาติมิตรและคนยากจน
3. การวะกัฟจะต้องเจาะจงฝ่ายที่จะรับอย่างชัดเจนแน่นอน เช่นให้แก่มัสญิดหลังนั้น หรือเจาะจงตัวบุคคล เช่น ให้แก่นายซัยดฺเป็นต้น หรือเจาะจงประเภท เช่นให้แก่คนยากจน.
4. การวะกัฟต้องเป็นผลทันทีโดยไม่มีการกำหนดเวลาหรือผูกขาดไว้กับสิ่งหนึ่งสิ่งใด(เช่นหากคนนั้นมาฉันจะวะกัฟ..)ยกเว้นการแขวนไว้กับความตายของตัวผู้วะกัฟเอง(คือจะวะกัฟหลังจากที่ตัวเขาตายไปแล้ว)ถือว่าใช้ได้.
5. ตัวผู้วะกัฟจะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในการทำนิติกรรมได้ ( ผู้ที่วากัฟจะต้องเป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ )

การวะกัฟสามารถทำได้ด้วยวาจา เช่น การกล่าวว่า : ฉันวะกัฟให้ ฉันยกให้เป็นสาธารณะกุศล , ฉันมอบให้ทาน เป็นต้น และสามารถทำได้ด้วยการกระทำ เช่น การก่อสร้างมัสยิดและอนุญาตให้คนเข้าไปละหมาดได้ หรือการสร้างสุสานและอนุญาตให้นำศพไปฝังได้

จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ผู้วะกัฟวางไว้ เช่นการรวม(ใครบ้าง)เข้าไป หรือ ให้(ใคร)ก่อนหลัง หรือเรียงลำดับ เป็นต้น ตราบใดที่เงื่อนไขนั้นไม่ขัดแย้งกับศาสนา และหากผู้วะกัฟไม่ได้วางเงื่อนใดๆถือว่าให้ปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณีหากไม่มันขัดกับหลักศาสนา ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วให้ถือว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน.

สิ่งที่วะกัฟมีเงื่อนไขว่าจะต้องสามารถใช้ประโยชน์ได้ยาวนาน อาทิเช่น ตึก สัตว์ สวน อาวุธ เครื่องใช้ เป็นต้น และสุนัตให้ทำการวะกัฟทรัพย์ที่ดีสุด หรืองามที่สุดในบรรดาทรัพย์ที่มีอยู่.

วิธีการเขียนการวะกัฟ(จะวะกัฟอย่างไร ?)
รายงานจากท่านอิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุมา กล่าวว่า : อุมัรได้รับที่ดินที่ค็อยบัรฺ ดังนั้นเขาจึงไปหาท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม และกล่าวว่า :
أَصَبْتُ أَرْضاً لَـمْ أُصِبْ مَالاً قَطُّ أَنْفَسَ مِنْـهُ فَكَيْفَ تَأْمُرُنِي بِـهِ؟ قَالَ: «إنْ شِئْتَ حَبَّسْتَ أَصْلَـهَا وَتَصَدَّقْتَ بِـهَا» فَتَصَدَّقَ عُمَرُ أَنَّـهُ لا يُبَاعُ أَصْلُـهَا وَلا يُوْهَبُ وَلا يُوْرَثُ، فِي الفُقَرَاءِ وَالقُرْبَى وَالرِّقَابِ وَفِي سَبِيلِ الله وَالضَّيْفِ وَابْنِ السَّبِيلِ، لا جُنَاحَ عَلَى مَنْ وَلِيَـهَا أَنْ يَأْكُلَ مِنْـهَا بِالمَعْرُوفِ أَوْ يُطْعِمَ صَدِيقاً غَيْرَ مُتَـمَوِّلٍ فِيهِ. متفق عليه
ความว่า ฉันได้ที่ดินหนึ่งที่ฉันไม่เคยได้ทรัพย์สินใดเลยที่มีค่ามากกว่ามัน ท่านจะให้ฉันทำอย่างไรกับมันดี ? ท่านนบีกล่าวว่า "ท่านอาจจะทำการเก็บกักตัวมันไว้แล้วทำการบริจาคผลประโยชน์ของมันเป็นทานกุศล” ดังนั้นท่านอุมัรก็ได้ทำการบริจาค โดยที่ตัวที่ดินจะไม่ถูกขาย หรือยกให้ใคร หรือสืบทอดเป็นมรดก โดยยกประโยชน์ของมันให้แก่คนยากจน ญาติพี่น้อง ทาส และการสู่รบในหนทางของอัลลอฮฺ แขกผู้มาเยือน และคนเดินทางที่ขาดเสบียง และไม่มีปัญหาสำหรับผู้ที่รับผิดชอบดูแลมันที่จะรับประทานประโยชน์ของมันด้วย โดยความชอบธรรม หรือเขาอาจมอบให้แก่เพื่อนของเขาด้วยโดยไม่เป็นการสะสมมันเอามาเป็นทรัพย์สิน [บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ หมายเลข 2772 ซึ่งคำรายงานนี้เป็นของท่าน และบันทึกโดยมุสลิม หมายเลข 1632]

หากทำการวะกัฟแก่กลุ่มบุคคลที่สามารถนับได้วายิบที่จะต้องมอบให้แก่ทั้งหมด(โดยไม่ยกเว้น) และให้สิทธิเท่าเทียมกัน แต่หากไม่สมารถจะทำอย่างนั้นได้(เพราะมีเหตุจำเป็น)ถือว่าอนุญาตให้แจกแจงรายละเอียด(ของบุคคล)และเจาะจงเฉพาะบางส่วนในกลุ่ม

หากวะกัฟให้กับบรรดาลูกๆ แล้วหลังจากนั้นให้แก่คนยากจน ถือว่าผลประโยชน์ของสิ่งนั้นเป็นของบรรดาลูกๆ ทั้งลูกชายและลูกผู้หญิง และลูกๆของพวกเขา(หลาน) รวมถึงแหลนๆและผู้สืบเชื่อสายรุ่นต่อๆไป โดยที่ลูกที่เป็นชายผู้จะได้รับส่วนแบ่งเป็นสองเท่าของลูกผู้หญิง และหากพวกเขาบางส่วนมีครอบครัวหรือมีความจำเป็นหรือไม่สามารถหาเลี้ยงชีพได้ หรืออาจเจาะจงสำหรับผู้ที่มีความเครงครัดในศาสนาเป็นคนดีมีศิลธรรม การวะกัฟโดยเจาะจงคนเหล่านั้นก็ถือว่าใช้ได้.

หากผู้วะกัฟกล่าวว่า “สิ่งนี้วะกัฟให้แก่ลูกๆของฉันที่เป็นชาย หรือบรรดาลูกชายของคนๆนั้น ถือว่าได้เฉพาะลูกที่เป็นชายเท่านั้นไม่รวมลูกหญิง ยกเว้นหากผู้ที่ถูกวะกัฟให้เป็นเผ่า เช่นเผ่า(บะนี)ฮาชิม เป็นต้น ถือว่าผู้หญิงก็ครอบคลุมเข้าไปกับผู้ชายด้วย(เพราะคำว่าบะนีในที่นี้ไม่ได้แปลว่าลูกชายเท่านั้นแต่แปลว่าเผ่า)

หุก่มเมื่อสิ่งที่วะกัฟมิอาจใช้ประโยชน์ได้
การวะกัฟเป็นข้อตกลงที่ผูกมัดไม่อนุญาตให้มีการยกเลิก ขาย ยกให้ สืบทอดเป็นมรดก หรือนำไปจำนำจำนอง ดังนั้นหากผลประโยชน์ของมันเกิดขัดข้องอาจเป็นเพราะสิ่งวะกัฟเกิดชำรุดเสียหายเป็นต้น ถือว่าวายิบที่จะต้องขายมันไป แล้วนำราคาของมันไปบริจาคในสิ่งที่เหมือนกัน เช่นหากมัสยิดหนึ่งเกิดใช้ประโยชน์ไม่ได้ก็ให้ขายแล้วนำเงินไปให้มัสยิดอื่นทั้งนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของการวะกัฟไว้ ตราบใดที่การกระทำดังกล่าวจะไม่เกิดผลเสีย หรืออันตรายแก่ใครๆ.

หุก่มการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของสิ่งที่วะกัฟ
สุนัตให้มีการเปลี่ยนแปลงบูรณะรูปลักษณ์ของสิ่งวะกัฟเมื่อผลประโยชน์ของมันเกิดขัดข้องเพื่อให้เกิดประโยชน์ เช่นเปลี่ยนบ้านให้เป็นร้านค้า เปลี่ยนสวนให้เป็นบ้าน โดยค่าใช้จ่ายสิ่งวะกัฟให้เอามาจากผลประโยชน์ของมัน ยกเว้นหากมีการวางเงื่อนไขให้เอาจากแหล่งอื่น และอนุญาตให้ขัดกับเนื้อหาคำกล่าวของผู้วะกัฟเพื่อให้เกิดประโยชน์มากกว่า ดีกว่า หรือตรงตามความประสงค์ของอัลลอฮฺมากกว่า.

ผู้จัดการและบริหารการวะกัฟ
ถ้าหากผู้ที่วากัฟไม่ได้ระบุผู้ที่จะดูแลสิ่งวะกัฟ ถือว่าการดูแลนั้นจะตกเป็นหน้าที่ของผู้ที่ถูกวะกัฟให้หากเป็นบุคคล แต่ถ้าหากวะกัฟให้กับองค์กร เช่นมัสญิด หรือเป็นบุคคลที่ไม่อาจจำกัดได้ เช่นคนยากจน ถือว่าการดูแลรักษาเป็นหน้าที่ของศาลหรือผู้มีอำนาจปกครอง.

สิ่งที่ประเสริฐที่สุดในการวะกัฟ
การวะกัฟที่ประเสริฐที่สุดคือสิ่งผลประโยชน์ของมันครอบคลุมบรรดาคนมุสลิมในทุกยุคทุกสมัยและสถานที่ เช่น การวะกัฟให้แก่มัสญิด สถานศึกษา นักศึกษา ผู้ที่ทำการญิหาดในหนทางของอัลลอฮฺ เครือญาติ คนยากจน และผู้อ่อนแอในหมู่มุสลิมเป็นต้น.
การวะกัฟนั้นเป็นสิ่งถาวรที่อนุญาตให้มอบให้คนอื่นทำการทำนุบำรุงพัฒนา(นำไปบริหาร)โดยใช้ทุนทรัพย์ของคนๆ นั้นแล้วนำกำไรมาแบ่งกัน(ระหว่างผู้รับวะกัฟกับผู้ที่เอาไปบริหาร).
เขียนโดย : มุหัมมัด อิบรอฮีม อัต-ตุวัยญิรีย์ แปลโดย : อิสมาน จารง