มหัศจรรย์กระดูกก้นกบ(Coccyx)
ตั้งแต่มนุษย์คู่แรกได้ถูกสร้างขึ้นโดยการสืบเชื่อสายเผ่าพันธุ์จนมาถึงยุคสมัยของเรา และจะสืบเชื่อสายไปจนถึงวันสิ้นโลก ด้วยขบวนการการผสมพันธุ์อย่างเป็นขั้นเป็นตอน และขั้นตอนเหล่านี้จะถูกใช้กับลูกหลานอาดัมทั้งหมด เพราะพวกเขาอยู่ในกระดูกสันหลังของพ่อคนแรกของพวกเขาในขณะที่พ่อของพวกเขาได้ถูกสร้างขึ้น
พระมหาคัมภีร์อัลกรุอานได้สรุปขั้นตอนทั้งหมดนี้ไว้ในคำตรัสของพระองค์อัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ ) ที่ว่า
﴿والله أنبتكم من الأرض نباتا * ثم يعيدكم فيها ويخرجكم إخراجا﴾
ความว่า: “และอัลลอฮฺทรงบังเกิดพวกเจ้าจากแผ่นดินเฉกเช่นพืชผัก, หลังจากนั้นพระองค์ทรงให้พวกเจ้ากลับคืนสู่ในแผ่นดินและจะทรงให้พวกเจ้าออกมาอีกเพื่อคืนชีพ”
(นูฮฺ: 17-18)
นี้คือความมหัศจรรย์ที่มนุษย์ไม่สามารถที่จะรู้ได้ในยุคที่พระมหาคัมภีร์อัลกุรอานถูกประทานลงมาและในตลอดระยะเวลาที่ยาวนานหลังจากดังกล่าว
ในช่วงแรกจากคำตรัสของอัลลอฮฺ(ซุบฮาฯ)ที่ว่า
﴿والله أنبتكم من الأرض نباتا﴾
ความว่า: “และอัลเลาะฮฺทรงบังเกิดพวกเจ้าจากแผ่นดินเฉกเช่นพืชผัก”
ในอายะฮฺนี้พระองค์ได้โต้ตอบกับบรรดามนุษย์ ซึ่งร่างกายของพวกเขาจะเจริญเติบโตได้ด้วยกับแร่ธาตุในดินโดยทางอ้อมจากผลิตผลที่ได้จากพืชผักที่มาจากดิน ซึ่งพืชผักเหล่านี้ได้ดูดซับแร่ธาตุต่างๆ จากดิน และดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ และแปลสภาพองค์ประกอบเหล่านี้ให้เป็นอาหารแก่มนุษย์และสัตว์ นั้นก็คือพืชผักและก๊าซอ๊อกซิเจนซึ่งต้นไม้ได้ปล่อยสู่อากาศเพื่อให้มนุษย์และสัตว์ได้ใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ไปจนถึงเวลาที่ต้องจากโลกนี้ไป
ในช่วงสองจากคำตรัสของอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ที่ว่า
﴿ثم يعيدكم فيها ويخرجكم إخراجا﴾
ความว่า: “หลังจากนั้นพระองค์ทรงให้พวกเจ้ากลับคืนสู่ในแผ่นดินและจะทรงให้พวกเจ้าออกมาอีกเพื่อคืนชีพ”
เราท่านทั้งหลายจะต้องกับคืนสู่แผ่นดินอย่างแน่นอนหลังจากตายไปแล้ว ทุกๆ ชีวิตย่อมพบกับความตายและไม่มีผู้ใดที่จะหนีความตายพ้น ซึ่งตรงกับคำตรัสของอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ที่ว่า
﴿كل نفس ذائقة الموت ثم إلينا ترجعون﴾
ความว่า: “ทุกๆชีวิตล้วนต้องลิ่มรสความตาย แล้วพวกเจ้าจะถูกนำกลับยังเรา”
(อัลอังกาบูต: 57)
หลังจากตายไปแล้ว มนุษย์ทั้งหมดจะต้องฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งเพื่อคิดบันชีจากสิ่งที่พวกเขาได้กระทำในตอนที่อยู่ในโลกดุนยานี้
แน่นอนบรรดาผู้ปฏิเสธการฟื้นคืนชีพต่างสงสัยว่า จริงหรือที่เราจะฟื้นคืนชีพอีกครั้งหลังจากที่ตายไปแล้ว? แต่ถ้าเรามองจากจุดเล็กๆ ซึ่งคนส่วนใหญ่คาดไม่ถึงว่า ชีวิตหรือร่างกายคนเรามีการตายและการเกิดใหม่อยู่ทุกวินาที ในร่างกายคนเราประกอบด้วยเซลล์ต่างๆ ซึ่งเซลล์เหล่านี้จะมีการตายและเกิดใหม่อยู่ทุกวินาที สิ่งต่างๆ ที่เราไม่คาดคิดยังมีอยู่อีกมากมาย ไฉนเล่าการเกิดใหม่ในภพหน้าจะมีขึ้นไม่ได้ นี้คือหลักฐานทางด้านสติปัญญาที่ไม่สามารถจะปฏิเสธได้ ยังมีเรื่องราวที่น่าประหลาดใจและสับซ้อนที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่พระมหาคัมภีร์อัลกุรอานอันศักดิ์สิทธิ์และอัลฮาดีษได้บอกให้เราได้รู้ล่วงหน้าไว้แล้วว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น
เราขอโต้บรรดาผู้ปฏิเสธการฟื้นคืนชีพด้วยกับคำกล่าวของท่านร่อซู้ล(ศ็อลฯ)ซึ่งรายงานมาจากท่านอบีฮูรอยเราะฮฺที่ว่า
عن أبي هريرة (رضي الله تعالى عنه) أن رسول الله صلى الله عليه وسلم قال ((كل ابن آدم يأكله التراب إلا عجب الذنب منه خلق وفيه يركب))رواه مسلم في صحيحه
ความว่า:รายงานจากท่านอบีฮูรอยเราะฮฺ(รอฏิฯ)ว่าท่านร่อซุ้ลุล้ลลอฮฺ(ศ็อลฯ)กล่าวว่า “ดินจะกัดกินลูกหลานอาดัม (มนุษย์) ทุกคน เว้นไว้แต่เพียงกระดูกก้นกบ ซึ่งจากมันนี้เองลูกหลานอาดัม (มนุษย์) จะถูกสร้างมาอีกครั้ง และในมันนี้เองลูกหลานอาดัม (มนุษย์) จะถูกประกอบขึ้นมาอีกครั้ง”.
และได้มีคำรายงานจากท่านอบีซอีดอัลคุดรียฺ(รอฏิฯ)ว่า
عن أبى سعيد الخدرى (رضي الله عنه) أن رسول الله (صلى الله عليه وسلم) قال: ((يأكل التراب كل شيئ من الإنسان إلا عجب ذنبه)) قيل:وماهو؟ يا رسول الله قال:((مثل حبة خردل منه ينشأ))
ความว่า: รายงานจากท่านอบีซอีดอัลคุดรียฺ(รอฏิฯ)ว่า ท่านร่อซุ้ลุล้ลลอฮฺ(ศ็อลฯ)กล่าวว่า “ดินจะกัดกินทุกๆส่วนของมนุษย์นอกจากกระดูกก้นกบ”. มีผู้หนึ่งกล่าวขึ้นมาว่า และมันคืออะไร?โอ้ท่านร่อซุ้ลุล้ลลอฮฺ ท่านร่อซุ้ลุล้ลลอฮฺจึงกล่าวว่า “มันเหมือนกับเมล็ดผักกาด ซึ่งจากมันนี้เองจะได้เกิดขึ้นมาอีก”.
และได้มีคำรายงานจากท่านอบีฮูรอยเราะฮฺอีกว่า
عن أبي هريرة أن رسول الله صلى الله عليه وسلم قال ((ما بين النفختين أربعون .. ثم ينزل الله من السماء ماء فينبتون كما ينبت البقل وليس من الإنسان شيء إلا يبلى إلا عظما واحدا وهو عجب الذنب ومنه يركب الخلق يوم القيامة))رواه المسلم.
ความว่า: รายงานจากท่านอบีฮูรอยเราะฮฺ(รอฏิฯ)ว่าท่านร่อซุ้ลุล้ลลอฮฺ(ศ็อลฯ)กล่าวว่า “สิ่งที่อยู่ระหว่างการเป่าสังข์ทั้งสองครั้งคือสี่สิบ .. หลังจากนั้นอัลเลาะฮฺ(ซ.บ.)ก็จะประทานน้ำมาจากฟากฟ้า แล้วพวกเขาก็จะงอกขึ้มาประดุจดั่งเมล็ดผักที่งอกเงย และทุกๆส่วนจาก(ร่างกาย)มนุษย์จะศูนย์สลายนอกจากกระดูกชิ้นหนึ่งชิ้นเดียวนั้นก็คือปลายกระดูกก้นกบ และจากมันนี้เองการสร้าง(มนุษย์)จะถูกประกอบขึ้นอีกครั้งในวันฟื้นคืนชีพ”.
ความหมายของสี่สิบยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า สี่สิบวัน สี่สิบเดือนหรือสี่สิบปี ซึ่งบรรดาอัครสาวกของท่านร่อซุ้ลุล้ลลอฮฺ (ศ็อลฯ)ได้กล่าวกับท่านอบีฮูรอยเราะฮฺว่า สี่สิบวัน สี่สิบเดือนหรือสี่สิบปี ท่านอบีฮูรอยเราะห์จึงกล่าวว่า ฉันปฏิเสธการที่ฉันจะถือว่ามันคือสี่สิบวันสี่สิบเดือนหรือสี่สิบปี แต่ฉันถือว่ามันคือสี่สิบ และท่านอีหม่ามนาวาวีได้ให้ความเห็นว่าสี่สิบนี้คือสี่สิบปี
จากพระมหาคัมภีร์อัลกรุอานและอัลฮาดีษที่กล่าวมาข้างต้นนี้ได้ชี้ชัดว่าเรือนร่างคนเราทุกๆ คนจะต้องสูญสลายโดยไม่มีการยกเว้นให้กับคนใดนอกจากทุกๆ บรรดานบี บรรดาผู้มรณะสักขีและบรรดาผู้เรียกร้องสู่การละหมาด
และมีคำพูดอีกมากมายซึ่งกล่าวถึงกระดูกก้นกบได้ประมวลข้อเท็จจริงทางด้านวิทยาศาสตร์ซึ่งไม่มีมนุษย์ผู้ใดล่วงรู้ถึงข้อแท้จริงนี้ จนมาถึงในต้นศตวรรษที่ 20 นักวิทยาศาสตร์ชาวเยรมันนามว่าHans Spemann และเหล่าเพื่อนร่วมงานของเขาได้ทำการวิจัยกันถึงเรื่องกระดูกก้นกบนี้ และมันเป็นสิ่งที่ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบิลสาขาวิทยาศาสตร์ในปีค.ศ.1935 จากการค้นพบThe primary Organizerและยืนยันการทำงานของมันในการสร้างทุกส่วนจากเซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะและระบบของร่างกายทั้งหมดโดยเริ่มค้นคว้าจากกระดูกก้นกบของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ
ผลจากการวค้นคว้าวิจัยที่สำคัญดังกล่าวมีดังต่อไปนี้
1-ทุกๆ ส่วนจากThe Primitive Streak (การเริ่มต้นแบบเส้นด้าย) และThe Primitive Node (การเริ่มต้นแบบปม) ซึ่งThe Primitive StreakจะแบกรับThe Primitive Nodeเอาไว้ที่ท้ายของมัน และทั้งสองนี้จะถูกพบอยู่บนชั้นของไข่ที่ผสมแล้ว ซึ่งทั้งสองมีหน้าที่สร้างส่วนต่างๆ ของทารก เพราะเหตุนี้นายHans Spemannจึงเรียกทั้งสองว่าThe primary Organizer (ผู้มีหน้าที่จัดการเบื้องต้น)
2- The primary Organizer (ผู้มีหน้าที่จัดการเบื้องต้น) จะถูกถอดถอนไปยังปลายของกระดูกก้นกบหลังจากที่ส่วนต่างๆ ของร่างกายถูกสร้างอย่างครบถ้วนแล้ว (ซึ่งทารกจะถูกสร้างอย่างครบถ้วนในช่วงท้ายของสัปดาห์ที่ 4 จากอายุของมัน)
3-กระดูกข้อสุดท้ายของกระดูกสันหลังนั้นก็คือกระดูกก้นกบ(Coccyx) มันจะไม่มีวันสูญสลายอย่างแน่นอน ซึ่งนายHans Spemann และเพื่อนร่วมงานของเขาได้ทำการตัดเอาส่วนของ The Primitive StreakและThe Primitive Nodeจากสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำหลายชนิด แล้วนำไปฝังในตัวทารกที่อยู่ในท้องของพวกมัน แล้วส่วนที่นำไปฝังนี้ ก็มีการเจริญเติบโตในรูปของทารกอีกตัวหนึ่งซึ่งแตกต่างจากทารกตัวแรก
ต่อมานายHans Spemann และเพื่อนร่วมงานของเขาได้ทำการทำลายส่วนที่มีชื่อว่า The primary Organizer แล้วนำไปฝังไว้ในตัวทารก แล้วส่วนที่นำไปฝังก็มีการเจริญเติบโตในรูปของทารกอีกตัวหนึ่งเช่นเดียวกับการทดลองครั้งแรก การทดลองในครั้งนี้เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าเซลล์ต่างๆ ของ The primary Organizer ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อกระบวนการการทำลาย หลังจากนั้นพวกเขาก็ทำการทดลองโดยนำเอาส่วน The primary Organizer ที่ได้จากสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำมาทำการต้มอยู่หลายชั่วโมง ผลทดลองก็เป็นอย่างเคย หลังจากการทดลองของนายHans Spemann ผ่านไป 69 ปีในเดือนตุลาคม ค.ศ.2003 ดร.อุซมานญีลานชาวเยเมนได้ทำการทดลองโดยการนำเอากระดูกสันหลังที่มีกระดูกก้นกบ 5 ชิ้นของแกะมาทำการเผ่าด้วยปืนไฟถึง 10 นาทีจนกลายเป็นเถ้าถ่าน แล้วนำเอาขี้เถ้ามาให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อเยื่อวิจัยในมหาวิทยาลัยซอนอาอฺ จนเป็นที่ชัดเจนได้ว่าเซลล์ต่างๆ ของกระดูกก้นกบยังคงมีชีวิตและไม่มีร่องรอยการการเผ่าทั้งๆ ที่กล้ามเนื้อ เยื่อไขมัน เซลล์ของไขกระดูกที่มีอยู่ในกระดูกสันหลังและสิ่งที่อยู่รอบๆ ถูกเผ่าจนเกลี้ยง แต่เซลล์ของกระดูกก้นกบไม่มีร่องรอยของการเผ่าเลย.
กระดูกก้นกบของมนุษย์
การนำเอาผลทดลองของนายHans Spemann และสิ่งที่เขาได้ศึกษามาใช้กับมนุษย์ได้เผยชัดแก่วิชาว่าด้วยการกำเนิดดังต่อไปนี้
1-ตัวสเปิมร์ที่ปฏิสนธิแล้วจะประกอบขึ้นเพียงแค่ไข่ของผู้หญิงไปผสมกับตัวอสุจิของผู้ชาย
2-สเปิมร์ที่มีการปฏิสนธิแล้วนี้จะเริ่มแบ่งเป็นเซลล์เล็กๆและเล็กลงเรื่อยๆซึ่งจะเรียกการแบ่งนี้ว่าBlastomeres หลังจาก 4 วันผ่านไป ตัวสเปิมร์จะเปลี่ยนเป็นเซลล์ก้อนกลมๆ คล้ายผลหม่อนซึ่งจะถูกเรียกว่าMorula.
3-ในวันที่ 5Morulaจะแบ่งเป็นสองส่วนเท่าๆ กันซึ่งมีส่วนประกอบที่เรียกว่าBlastocystซึ่งมันจะเริ่มที่จะฝังเข้าไปในผนังมดลูกในวันที่ 6โดยผ่านเซลล์เชื่อมต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาจากมัน และเซลล์Morulaจะเกาะติดด้วยกับเซลล์เชื่อมเหล่านี้กับผนังมดลูก ซึ่งเซลล์Morulaจะเปลี่ยนเป็นก้อนเลือดและเซลล์เชื่อมจะเปลี่ยนเป็นรก
4-ประมาณวันที่ 15 จากอายุของสเปิมร์ที่ปฏิสนธิแล้ว กลุ่มของเซลล์ชั้นสูงของยีน(Gene) ที่เป็นกลุ่มก้อนจะเริ่มพัฒนาเป็นรูปของเส้นยาวซึ่งถูกเรียกว่า the primary or Primitive Streak
และด้วยความยาวของThe Primitive Streak ปลายสุดของมันที่อยู่ด้านหน้าจะมีขนาดใหญ่ ซึ่งมีลักษณะที่ถูกเรียกว่า The Primitive knot or Node และในเวลาเดียวกันมันจะประกอบไปด้วย A Narrow Primitive Groove ซึ่งมันจะผ่านไปยังหลุมที่ตื้นใน The Primitive Node หลุมนี้จะถูกเรียกว่า The Primitive Pit 5-ในวันที่ 16 จากอายุของสเปิมร์ที่ปฏิสนธิแล้ว เซลล์ชั้นกลางจะเริ่มปรากฏขึ้น(The Intraembryonic Mesoderm)ระหว่างเยื่อชั้นภายนอกของทารก(The Embryonic Ectoderm)และเยื่อชั้นภายในของทารก (The Embryonic Endoderm) และอัลลอฮฺได้ให้เซลล์ชั้นกลางนี้สามารถแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วและแบ่งไปเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ และให้มันแยกย้ายไปเพื่อทำการสร้างเนื้อเยื่อ อวัยวะและส่วนต่างๆ ของร่างกาย และส่วนหนึ่งจากการแบ่งเป็นชนิดต่างๆ ของเซลล์เหล่านี้ก็คือการที่มันเคลื่อนไหวจากThe Primitive Node เพื่อทำการสร้างจุดเริ่มของเส้นกระดูกสันหลัง(Notochordal Process)ซึ่งระบบประสาทจะเกิดขึ้นมาจากมันโดยการแตกแขนงของมัน หลังจากนั้นเซลล์เหล่านี้(เซลล์ที่มีการแบ่งไปเป็นเซลล์ชนิดอื่นๆ)จะเคลื่อนไหวเพื่อทำการสร้างอวัยวะที่เหลือ และ The Primitive Streakจะคงมีการกระตุ้นอยู่ตลอดเวลาในการสร้างเซลล์ชั้นกลาง(The Intraembryonic Mesodrmal Cells)จนกระทั่งสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 4 จากอายุของทารกโดยประมาณ หลังจากนั้นเซลล์เหล่านี้เริ่มที่จะขับออกมาอย่างเรื่อยๆ และ The Primitive Streakลดขนาดลงอย่างรวดเร็วจนมีขนาดเล็กจนเกือบที่จะไม่เห็นและจะถูกถอนไปยังเขตของกระดูกก้นกบของทารก (The Sacrococcygeal Region of the Embryo)
และบรรดานักวิทยาศาสตร์ก็ได้รู้ว่า แท้จริงอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งมวลได้ประทานความสามารถให้แก่เซลล์The Primitive Streak เหนือชั้นต่อขบวนการสร้าง
ดังกล่าวนี้จะชี้ชัดให้เห็นข้อเท็จจริงว่า เซลล์ที่มีคุณลักษณะเฉพาะนี้เมื่อมันไปกระทบกับแสง มันจะเจริญเติบโตในรูปลักษณะของการบวมอย่างมาก และจะเรียกลักษณะการบวมนี้ว่า(Teratoma) ซึ่งมันประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อต่างๆ และในบางทีก็ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ
จากเรื่องดังกล่าวนี้ อัลลอฮฺ(ซุบฮาฯ)ทรงตรัสไว้ ว่า
﴿وأن عليه النشأة الأخرى﴾
ความว่า: “และแท้จริง เป็นหน้าที่ของพระองค์ที่จะให้เกิดอีกครั้งหนึ่ง”.
(อันนัจมฺ:47)
ความล้ำหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในพระมหาคัมภีร์อัลกรุอานและอัลฮาดีษอันทรงเกียรติทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งที่ชี้ขาดว่าอัลกุรอานไม่สามารถที่จะสร้างมนุษย์ได้ แต่มันคือคำตรัสของอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งมวลผู้ทรงประทานมันมาด้วยกับความรู้ให้แก่ร่อซุ้ลุล้ลลอฮฺ(ศ็อลฯ) และพระองค์อัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ยังเป็นผู้ทรงปกปักรักษามันไว้ทุกถ้อยคำทุกอักษรมาเป็นระยะเวลามากกว่า 14 ศตวรรษจวบจนกระทั่งถึงวันแห่งการฟื้นคืนชีพด้วยกับสัญญาของพระองค์เอง และความล้ำหน้าทางวิทยาศาสตร์นี้ยังชี้ให้เห็นว่านายของเรามูฮัมมัด(ศ็อลฯ)เป็นผู้บอกข่าวดีแก่ผู้ปฏิบัติตาม และเป็นผู้บอกข่าวร้ายแก่ผู้ปฏิเสธทั้งมวล และเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) อย่างแท้จริง.
ปัจจุบันวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้า เกิดวิวัฒนาการแต่ละสาขาและค้นพบทฤษฎีต่างๆมากมาย ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันความถูกต้องและความมหัศจรรย์ที่แสดงไว้ ของคัมภีร์อัลกุรอาน และมีศาสนทูต คือ นบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เป็นผู้นำสาร การอรรถาธิบายอัลกุรอานและหะดีษของท่านนั้นเป็นความรู้ที่ได้มาจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮุวะตะอาลา
"และพระองค์นั้น คือ อัลลอฮฺ ทั้งในบรรดาชั้นฟ้าและในแผ่นดิน ทรงรู้สิ่งเร้นลับของพวกเจ้า และสิ่งเปิดเผยของพวกเจ้า และทรงรู้สิ่งที่พวกเจ้าขวนขวายกันอยู่” (6:3)
โดย ดร.ซักโลล อันนัจญ๊าร (หนังสือพิมพ์อัลฮะรอม)
แปลและเรียบเรียงโดย อะฮฺหมัด มุสตอฟา โต๊ะลง
คัดลอกจาก http://www.ridwanclub.com/subindex.php?page=content&id=104
วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552
นโยบายกองทุนมะอาริฟ (4 ส)
ส ส่งเสริมด้านการศึกษา
ส สนับสนุนคนดีมีคุณธรรม
ส สานสัจธรรมอิสลาม
ส สู่สังคมอุดมคติ
“ มุ่งเน้นให้พี่น้องมุสลิมพึงตระหนักหน้าที่ต่อสังคม ด้วยการพัฒนาศักยภาพด้านการศึกษาและสนับสนุนคุณภาพชีวิตของพี่น้องมุสลิมให้ดีขึ้น"
ส สนับสนุนคนดีมีคุณธรรม
ส สานสัจธรรมอิสลาม
ส สู่สังคมอุดมคติ
“ มุ่งเน้นให้พี่น้องมุสลิมพึงตระหนักหน้าที่ต่อสังคม ด้วยการพัฒนาศักยภาพด้านการศึกษาและสนับสนุนคุณภาพชีวิตของพี่น้องมุสลิมให้ดีขึ้น"
พันธกิจกองทุนมะอาริฟ
1. บริหารจัดการซะกาต วะกัฟ และเงินบริจาคด้วยระบบอิสลาม
2. พัฒนาระบบการจัดการให้มีศักยภาพในการเป็นกองทุนเพื่อการกุศล
3. มุ่งมั่นเสริมความแข็งแกร่งและบูรณาการควบคู่กับการให้ความสนับสนุนการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องมุสลิม
2. พัฒนาระบบการจัดการให้มีศักยภาพในการเป็นกองทุนเพื่อการกุศล
3. มุ่งมั่นเสริมความแข็งแกร่งและบูรณาการควบคู่กับการให้ความสนับสนุนการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องมุสลิม
ความเป็นมาของกองทุนมะอาริฟ
จากการที่ได้สำผัสกับชีวิตความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน พบว่าในสังคมมุสลิมของเราจำเป็นต้องมีองค์กรการกุศลอีกหลายๆองค์กรเพื่อเข้าไปมีบทบาทช่วยเหลือและสนองความต้องการของพี่น้องมุสลิม ทั้งด้านการศึกษา และเศรษฐกิจ
ปัจจุบันมีนายทุนหน้าเลือดมาในคราบนักบุญ ด้วยการปล่อยสินเชื่อ รับจำนำ ดอกเบี้ยแพง ๆ ซึ่งทำให้คนในสังคมมีสถานะการเงินแย่ลงเรื่อยๆ ขัดกับเจตนารมณ์อิสลามอันสูงส่งที่ต้องการสร้างสังคมที่สมานฉันท์เต็มไปด้วยรอยยิ้มและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยมิได้หวังสิ่งอื่นใด
สำหรับรายได้หลักของกองทุน มะอาริฟ มาจากซะกาต วะกัพและเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา โดยที่นโยบายของกองทุนฯ จะเน้นการให้ทุนการศึกษา การให้ยืมปราศจากกำไรและรับจำนำ เป็นต้น
กองทุน มะอาริฟ ตั้งเป้าปี 2552 นี้ จะเพิ่มทุนการศึกษา เน้นการให้ยืมปราศจากกำไรและรับจำนำแบบอิสลาม
ปัจจุบันมีนายทุนหน้าเลือดมาในคราบนักบุญ ด้วยการปล่อยสินเชื่อ รับจำนำ ดอกเบี้ยแพง ๆ ซึ่งทำให้คนในสังคมมีสถานะการเงินแย่ลงเรื่อยๆ ขัดกับเจตนารมณ์อิสลามอันสูงส่งที่ต้องการสร้างสังคมที่สมานฉันท์เต็มไปด้วยรอยยิ้มและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยมิได้หวังสิ่งอื่นใด
สำหรับรายได้หลักของกองทุน มะอาริฟ มาจากซะกาต วะกัพและเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา โดยที่นโยบายของกองทุนฯ จะเน้นการให้ทุนการศึกษา การให้ยืมปราศจากกำไรและรับจำนำ เป็นต้น
กองทุน มะอาริฟ ตั้งเป้าปี 2552 นี้ จะเพิ่มทุนการศึกษา เน้นการให้ยืมปราศจากกำไรและรับจำนำแบบอิสลาม
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
การนอนตามสุนนะฺนบี

นบีมุฮำหมัด เป็นศาสนฑูต ที่นำคำสอนต่างๆ ให้มุสลิมกระทำตาม รวมถึงท่านเป็นแบบอย่าง(Model) ที่ทุกคนต้องทำตามด้วย ซึ่งในบางครั้งเราทำตามท่านเพราะเรารักท่าน และเป็นคำบัญญัติที่ต้องทำตามท่าน โดยไม่รู้ว่าดีอย่างไร อย่างเช่น ท่านอน ท่านจะนอน ตะแคงขวา และท่านได้สอนว่า ..
قَالَ النَّبِيُّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ إِذَا أَتَيْتَ مَضْجَعَكَ فَتَوَضَّأْ وُضُوءَكَ لِلصَّلَاةِ ثُمَّ اضْطَجِعْ عَلَى شِقِّكَ الْأَيْمَنِ
ความว่า : เมื่อเจ้าเข้าไปนอนจงอาบน้ำละหมาดเพื่อละหมากแล้วเอียงนอนตะแคงขวา
วงการแพทย์สมัยใหม่ก็ยอมรับและสนับสนุนให้นอนตะแคงขวา
นพ.ชนินทร์ ลีวานันท์ ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า การพักผ่อนที่ดีที่สุดคือ การนอนหลับ มนุษย์ใช้เวลาเพื่อนอนหลับถึง 1ใน 3 ของอายุขัย ขณะนอนหลับท่านอนเป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งผลให้ผู้นอนหลับสนิทตลอดคืน และตื่นนอนด้วยความสดชื่น ไม่รู้สึกปวดเมื่อย ซึ่งโดยปกติคนทั่วไปคนเรานิยมนอนหงาย เพราะเป็นท่านอนมาตรฐาน การนอนหงายที่เหมาะสมนั้น ควรใช้หมอนต่ำและต้นคอควรอยู่ในแนวเดียวกันกับลำตัว เพื่อไม่ให้ปวดคอ อย่างไรก็ตาม ท่านอนหงายไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคปอดและโรคหัวใจ เพราะกล้ามเนื้อกระบังลมจะกดทับปอดทำให้หายใจไม่สะดวก ส่งผลทำให้การทำงานของหัวใจลำบากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ผู้มีอาการปวดหลังการนอนหงายในท่าราบจะทำให้อาการปวดรุนแรงขึ้นด้วย
นพ.ชนินทร์ กล่าวว่า สำหรับท่านอนที่ดีที่สุด เมื่อเทียบกับท่านอนอื่น ๆ คือ ท่านอนตะแคงขวา เพราะจะช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก และอาหารจากกระเพาะจะถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ส่วนท่านอนตะแคงซ้ายซึ่งจะช่วยลดอาการปวดหลังได้ แต่ควรกอดหมอนข้าง และพาดขาไว้เพื่อป้องกันอาการชาที่ขาซ้ายจากการนอนทับเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม ท่านอนตะแคงซ้ายอาจทำให้เกิดลมจุกเสียดบริเวณลิ้นปี่ เนื่องจากอาหารที่ยังย่อยไม่หมดในช่วงก่อนเข้านอนคั่งค้างในกระเพาะอาหาร ส่วนท่านอนคว่ำเป็นท่าที่ทำให้หายใจติดขัด ทั้งยังทำให้ปวดต้นคอ เพราะต้องเงยหน้ามาทางด้านหลังหรือบิดหมุนไปข้างใดข้างหนึ่งเป็นเวลานาน ดังนั้น ถ้าจำเป็นต้องนอนคว่ำจึงควรใช้หมอนรองใต้ทรวงอก เพื่อป้องกันอาการปวดเมื่อยต้นคอ.[1]
ท่านนบี ไม่ได้เป็นแพทย์ แต่ท่านแนะนำในสิ่งที่ถูก ฉะนั้นท่านคือศาสดาที่แท้จริง และความรู้ที่ท่านสอนก็คือความจริงที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์
คัดลอกจาก Ibm ครูปอเนาะ ڬوروفوندق http://gotoknow.org/blog/ibm401/71169
ความสำคัญของเยาวชนมุสลิม
ความสำคัญของเยาวชนกับอิสลาม
ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ให้ความสำคัญ เอาใจใส่ต่อเยาวชนมาก ไม่ว่าจะในด้านการอบรมเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน ปกปักรักษา เพื่อพวกเขาจะได้เป็นผู้ที่สืบทอดอุดมการณ์ของอิสลาม และปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาต่อประชาชาติของพวกเรา และเพื่อพวกเขาจะได้สานต่อกิจการงานที่บรรพบุรุษของพวกเขาได้มอบหมายก่อนที่จะจากไป
ดังนั้นหน้าที่ของเยาวชนต่อสังคมของมนุษน์นั้นมีความสำคัญมาก ในยามที่สงบ พวกเขาก็จะเป็นพลเมืองที่ใช้แรงงานอย่างขยันขันแข็งและอดทน แต่เมื่อยามสงคราม พวกเขาจะเสียสละทั้งเลือดเนื้อและชีวิต ที่จะสู้รบกับศัตรูอย่างกล้าหาญและจริงจัง พร้อมที่จะแบกรับภาระต่างๆ อันหนักอึ้งไว้บนบ่าอันแข็งแกร่ง พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือในการวางกฎระเบียบของสังคม และพร้อมที่จะระดมความคิดอันเฉียบแหลมที่จะสร้างสรรค์ความเจริญ ให้แก่สังคมทั้งด้านคุณธรรม จริยธรรมและการพัฒนาสังคม
ในอดีตกาลเยาวชนมุสลิม เคยมีบทบาทมากต่อศาสนาและสังคมมุสลิม มีความอดทนและกล้าหาญ ที่ยืนหยัดและมั่นคงต่อหลักการของศาสนาอิสลาม ดังตัวอย่างของท่านนบีอิบรอฮีม ท่านได้ใช้ความคิด สติปัญญา ในการศรัทธาทั้งๆที่ท่านยังเยาว์วัย ท่านปฏิเสธที่จะกราบไหว้รูปปั้น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดวงดาวต่างๆ และสรรพสิ่งทั้งปวง นอกจากอัลลอฮ์องค์เดียวเท่านั้น . ท่านนบียุซุฟที่จะต้องอดทนต่อการรังแกของบรรดาพี่ๆของท่าน ที่นำท่านไปทิ้งไว้ในบ่อ จนมีคนมาพบเห็น และนำไปขายต่อที่ประเทศอียิบต์ และยังจะต้องอดทนต่อการยั่วยวนของหญิงนางหนึ่ง จนในที่สุดท่านก็ได้เลือกที่จะอยู่ในคุก ดีกว่าที่จะยอมตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของนางผู้นั้น . และท่นนบีมูฮำหมัดของเราเอง เมื่อตอนที่ท่านยังเยาว์วัย ท่านก็กำพร้าทั้งบิดามารดา ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของลุงและปู่ของท่าน ท่านเป็นคนที่ขยันทำงาน และมีความซื่อสัตย์ ท่านเคยเป็นหัวหน้ากองคาราวาน เป็นผู้นำสินค้าไปค้าขาย ณ ประเทศซีเรีย ท่านเป็นที่รักของบุคคลที่มาติดต่อซื้อขายด้วย ในที่สุดท่านก็ได้รับสมญานามว่า อัลอามีน ซึ่งแปลว่าผู้ที่มีความซื่อสัตย์.ส่วนท่านอาลีบินอาบีตอลิบ ท่านเป็นคนแรกในบรรดาเด็กๆด้วยกันที่ศรัทธาในอิสลาม ท่านไม่เกรงกลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ตัวท่าน ท่านมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ยืนหยัดต่อหลักการและอุดมการณ์ ท่านได้สละชีวิตของท่าน เพื่อที่จะปกป้องท่านรอซูลุลลอฮ์และอัลอิสลาม. ในคืนที่ท่านรอซูลุลลอฮ์อพยพไปเมืองมาดีนะฮ์ ท่านได้สละตัวท่านไปนอนแทนที่ท่านรอซูลุลลอฮ์ เพื่อที่จะอำพรางสายตาของพวกกาเฟร ให้พวกนั้นหลงคิดว่าท่านรอซูลุลลอฮ์ยังคงนอนอยู่บนที่นอน ท่านอุซามะฮ์บินเซด เคยเป็นแม่ทัพนำทหารมุสลิม ไปทำการสู้รบกับพวกโรม อย่างอาจหาญและอดทน ซึ่งในขณะนั้นท่านมีอายุแค่ 18 ปีเท่านั้น
และยังมีอีกหลายๆท่านที่เป็นตัวอย่างที่ดีของเยาวชนมุสลิม สมควรอย่างยิ่งที่จะเรียนรู้และนำมาเป็นแบบอย่างให้แก่เยาวชนมุสลิมในปัจจุบัน ได้เป็นอย่างดี
พี่น้องที่รักทั้งหลาย เมื่อเราลองหันกลับมามองดูเยาวชนมุสลิมในปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่า พวกเขาได้ห่างเหินออกจากแนวทางของศาสนาอิสลาม การดำเนินชีวิตของพวกเขาก็ไม่ได้เป็นไปตามแนวปฏิบัติของท่านรอซูลุลลอฮ์ ( ซ.ล. ) กิจวัตรประจำวันของพวกเขา ก็หมกมุ่นอยู่กับวัตถุนิยม ถูกมอมเมาด้วยวัฒนธรรมตะวันตกเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยไม่ได้คำนึงว่าสิ่งที่เขาได้ปฏิบัติอยู่นั้น มันขัดต่อหลักการของอิสลาม หรือไม่ จะเห็นว่าวัยรุ่นทั้งชายและหญิง มีการจับมือถือแขน เที่ยวเตร่ในยามค่ำคืน โดยปราศจากการควบคุมดูแลของพ่อแม่ผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มหรือเครื่องแต่งกาย ก็ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติที่ศาสนากำหนดไว้ มีการโอ้อวดสรีระบางส่วนของร่างกาย ตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของตน
เมื่อหันมามองพวกหนุ่มๆจะเห็นว่าพวกเขาเหล่านั้น มัวแต่ใช้เวลาหมดไปกับการกีฬา บันเทิง และยาเสพติด โดยไม่คำนึงถึงอนาคตว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ไม่ค่อยจะเชื่อฟังคำสั่งสอนของบิดามารดา และครูอาจารย์ ไม่รู้จักหน้าที่ของตนเองและสังคม การประกอบศาสนกิจนั้นก็เพิกเฉย ละเลยให้ปล่อยไปตามอารมณ์ที่ต้องการ นึกอยากจะเลียนแบบก็เลียนแบบ โดยไม่ได้ศึกษาให้ถ่องแท้ ว่าอย่างใดที่ถูกต้องอย่างใดที่ไม่ถูกต้องกับหลกคำสอนของศาสนา บางครั้งก็ละทิ้งหรือไม่ก็ไม่ปฏิบัติเลย คือไม่เอาจริงเอาจังนั่นเอง
พวกเราทุกคนลองคิดและไตร่ตรองดูว่า ลูกหลานเยาวชนของเรา เมื่อมีสถาพเช่นนี้อีกไม่กี่ปีข้างหน้า อิสลามก็จะหมดไปจากหัวใจของพวกเขา ในที่สุดก็ไม่ต่างอะไรจากศาสนิกอื่น เพราะฉะนั้นขอให้พี่น้องผู้ศรัทธาในอัลลอฮ์ (ซ.บ. ) ทุกท่าน จงช่วยกันอบรมและสั่งสอนบุตรหลานของท่าน ให้พ้นจากปากเหวนรกที่จะเผาไหม้ร่างกายของเราในไฟนรก ดั่งที่เอกองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.)ได้ตรัสเอาไว้ว่า
ความว่า : โอ่ศรัทธาชนทั้งหลาย สูเจ้าจงปกป้องรักษาตัวของสูเจ้า และลูกหลานของสูเจ้าให้พ้นจากไฟนรกเทอญ (อัตตะห์รีม โองการที่ 6)
ดังนั้น การที่เราจะปกป้องลูกหลานให้พ้นจากไฟนรกนั้น มันเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะคอยดูแล เอาใจใส่บุตรหลานให้ได้รับการศึกษาเล่าเรียนและปฏิบัติตนให้อยู่ในหนทางของศาสนา และยังเป็นหน้าที่ของสังคมมุสลิมที่จะคอยดูแล ชี้แนะแนวทางที่ถูกต้อง ช่วยกันเสียสละและเอาใจใส่เยาวชนมุสลิมห้เป็นแบบอย่างที่ดี และเป็นที่ยกย่องของคนในสังคมตลอดไป
คัดลอกจาก http://www.santitham.org/forum/index.php?topic=104.0
ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ให้ความสำคัญ เอาใจใส่ต่อเยาวชนมาก ไม่ว่าจะในด้านการอบรมเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน ปกปักรักษา เพื่อพวกเขาจะได้เป็นผู้ที่สืบทอดอุดมการณ์ของอิสลาม และปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาต่อประชาชาติของพวกเรา และเพื่อพวกเขาจะได้สานต่อกิจการงานที่บรรพบุรุษของพวกเขาได้มอบหมายก่อนที่จะจากไป
ดังนั้นหน้าที่ของเยาวชนต่อสังคมของมนุษน์นั้นมีความสำคัญมาก ในยามที่สงบ พวกเขาก็จะเป็นพลเมืองที่ใช้แรงงานอย่างขยันขันแข็งและอดทน แต่เมื่อยามสงคราม พวกเขาจะเสียสละทั้งเลือดเนื้อและชีวิต ที่จะสู้รบกับศัตรูอย่างกล้าหาญและจริงจัง พร้อมที่จะแบกรับภาระต่างๆ อันหนักอึ้งไว้บนบ่าอันแข็งแกร่ง พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือในการวางกฎระเบียบของสังคม และพร้อมที่จะระดมความคิดอันเฉียบแหลมที่จะสร้างสรรค์ความเจริญ ให้แก่สังคมทั้งด้านคุณธรรม จริยธรรมและการพัฒนาสังคม
ในอดีตกาลเยาวชนมุสลิม เคยมีบทบาทมากต่อศาสนาและสังคมมุสลิม มีความอดทนและกล้าหาญ ที่ยืนหยัดและมั่นคงต่อหลักการของศาสนาอิสลาม ดังตัวอย่างของท่านนบีอิบรอฮีม ท่านได้ใช้ความคิด สติปัญญา ในการศรัทธาทั้งๆที่ท่านยังเยาว์วัย ท่านปฏิเสธที่จะกราบไหว้รูปปั้น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดวงดาวต่างๆ และสรรพสิ่งทั้งปวง นอกจากอัลลอฮ์องค์เดียวเท่านั้น . ท่านนบียุซุฟที่จะต้องอดทนต่อการรังแกของบรรดาพี่ๆของท่าน ที่นำท่านไปทิ้งไว้ในบ่อ จนมีคนมาพบเห็น และนำไปขายต่อที่ประเทศอียิบต์ และยังจะต้องอดทนต่อการยั่วยวนของหญิงนางหนึ่ง จนในที่สุดท่านก็ได้เลือกที่จะอยู่ในคุก ดีกว่าที่จะยอมตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของนางผู้นั้น . และท่นนบีมูฮำหมัดของเราเอง เมื่อตอนที่ท่านยังเยาว์วัย ท่านก็กำพร้าทั้งบิดามารดา ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของลุงและปู่ของท่าน ท่านเป็นคนที่ขยันทำงาน และมีความซื่อสัตย์ ท่านเคยเป็นหัวหน้ากองคาราวาน เป็นผู้นำสินค้าไปค้าขาย ณ ประเทศซีเรีย ท่านเป็นที่รักของบุคคลที่มาติดต่อซื้อขายด้วย ในที่สุดท่านก็ได้รับสมญานามว่า อัลอามีน ซึ่งแปลว่าผู้ที่มีความซื่อสัตย์.ส่วนท่านอาลีบินอาบีตอลิบ ท่านเป็นคนแรกในบรรดาเด็กๆด้วยกันที่ศรัทธาในอิสลาม ท่านไม่เกรงกลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ตัวท่าน ท่านมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ยืนหยัดต่อหลักการและอุดมการณ์ ท่านได้สละชีวิตของท่าน เพื่อที่จะปกป้องท่านรอซูลุลลอฮ์และอัลอิสลาม. ในคืนที่ท่านรอซูลุลลอฮ์อพยพไปเมืองมาดีนะฮ์ ท่านได้สละตัวท่านไปนอนแทนที่ท่านรอซูลุลลอฮ์ เพื่อที่จะอำพรางสายตาของพวกกาเฟร ให้พวกนั้นหลงคิดว่าท่านรอซูลุลลอฮ์ยังคงนอนอยู่บนที่นอน ท่านอุซามะฮ์บินเซด เคยเป็นแม่ทัพนำทหารมุสลิม ไปทำการสู้รบกับพวกโรม อย่างอาจหาญและอดทน ซึ่งในขณะนั้นท่านมีอายุแค่ 18 ปีเท่านั้น
และยังมีอีกหลายๆท่านที่เป็นตัวอย่างที่ดีของเยาวชนมุสลิม สมควรอย่างยิ่งที่จะเรียนรู้และนำมาเป็นแบบอย่างให้แก่เยาวชนมุสลิมในปัจจุบัน ได้เป็นอย่างดี
พี่น้องที่รักทั้งหลาย เมื่อเราลองหันกลับมามองดูเยาวชนมุสลิมในปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่า พวกเขาได้ห่างเหินออกจากแนวทางของศาสนาอิสลาม การดำเนินชีวิตของพวกเขาก็ไม่ได้เป็นไปตามแนวปฏิบัติของท่านรอซูลุลลอฮ์ ( ซ.ล. ) กิจวัตรประจำวันของพวกเขา ก็หมกมุ่นอยู่กับวัตถุนิยม ถูกมอมเมาด้วยวัฒนธรรมตะวันตกเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยไม่ได้คำนึงว่าสิ่งที่เขาได้ปฏิบัติอยู่นั้น มันขัดต่อหลักการของอิสลาม หรือไม่ จะเห็นว่าวัยรุ่นทั้งชายและหญิง มีการจับมือถือแขน เที่ยวเตร่ในยามค่ำคืน โดยปราศจากการควบคุมดูแลของพ่อแม่ผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มหรือเครื่องแต่งกาย ก็ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติที่ศาสนากำหนดไว้ มีการโอ้อวดสรีระบางส่วนของร่างกาย ตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของตน
เมื่อหันมามองพวกหนุ่มๆจะเห็นว่าพวกเขาเหล่านั้น มัวแต่ใช้เวลาหมดไปกับการกีฬา บันเทิง และยาเสพติด โดยไม่คำนึงถึงอนาคตว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ไม่ค่อยจะเชื่อฟังคำสั่งสอนของบิดามารดา และครูอาจารย์ ไม่รู้จักหน้าที่ของตนเองและสังคม การประกอบศาสนกิจนั้นก็เพิกเฉย ละเลยให้ปล่อยไปตามอารมณ์ที่ต้องการ นึกอยากจะเลียนแบบก็เลียนแบบ โดยไม่ได้ศึกษาให้ถ่องแท้ ว่าอย่างใดที่ถูกต้องอย่างใดที่ไม่ถูกต้องกับหลกคำสอนของศาสนา บางครั้งก็ละทิ้งหรือไม่ก็ไม่ปฏิบัติเลย คือไม่เอาจริงเอาจังนั่นเอง
พวกเราทุกคนลองคิดและไตร่ตรองดูว่า ลูกหลานเยาวชนของเรา เมื่อมีสถาพเช่นนี้อีกไม่กี่ปีข้างหน้า อิสลามก็จะหมดไปจากหัวใจของพวกเขา ในที่สุดก็ไม่ต่างอะไรจากศาสนิกอื่น เพราะฉะนั้นขอให้พี่น้องผู้ศรัทธาในอัลลอฮ์ (ซ.บ. ) ทุกท่าน จงช่วยกันอบรมและสั่งสอนบุตรหลานของท่าน ให้พ้นจากปากเหวนรกที่จะเผาไหม้ร่างกายของเราในไฟนรก ดั่งที่เอกองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.)ได้ตรัสเอาไว้ว่า
ความว่า : โอ่ศรัทธาชนทั้งหลาย สูเจ้าจงปกป้องรักษาตัวของสูเจ้า และลูกหลานของสูเจ้าให้พ้นจากไฟนรกเทอญ (อัตตะห์รีม โองการที่ 6)
ดังนั้น การที่เราจะปกป้องลูกหลานให้พ้นจากไฟนรกนั้น มันเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะคอยดูแล เอาใจใส่บุตรหลานให้ได้รับการศึกษาเล่าเรียนและปฏิบัติตนให้อยู่ในหนทางของศาสนา และยังเป็นหน้าที่ของสังคมมุสลิมที่จะคอยดูแล ชี้แนะแนวทางที่ถูกต้อง ช่วยกันเสียสละและเอาใจใส่เยาวชนมุสลิมห้เป็นแบบอย่างที่ดี และเป็นที่ยกย่องของคนในสังคมตลอดไป
คัดลอกจาก http://www.santitham.org/forum/index.php?topic=104.0
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)